สารบัญหน้า

ร้อยไหมกับฉีดโบอันไหนดีกว่ากัน ต่างกันยังไง และมีข้อดี- ข้อเสีย อย่างไร

ร้อยไหมกับโบท็อกซ์ ต่างกันอย่างไร

Topstarclinic การร้อยไหมกับการโบท็อกซ์ เป็นหัตถการที่ช่วยปรับรูปหน้าเหมือนกัน แต่วิธีการทำงานของทั้ง 2 วิธีไม่เหมือนกัน โดยทั้ง 2 มีวิธีการทำงานแตกต่างกัน ก่อนจะเลือกวิธีการรักษาควรศึกษาเกี่ยวกับทั้ง 2 วิธีก่อน ว่ามีจุดเด่นและการทำงานอย่างไรบ้าง สภาพผิวหน้าและปัญหาเหมาะกับวิธีการใด เพื่อได้เลือกการใข้บริการอย่างเหมาะสม สามารถเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ โดยสามารถศึกษาได้เบื้ยงต้น ดังนี้

– การร้อยไหม เป็นการใส่ไหมละลายเข้าไปใต้ชั้นผิว โดยเงี่ยงจะเป็นตัวยึดเกาะกับชั้นผิวเรา เพื่อช่วยยกกระชับใบหน้า ให้เห็นกรอบหน้าที่ชัดเจน ใบหน้าเรียบตึง อีกทั้งสามารถช่วยกระตุ้นในการสร้างคอลลาเจนช่วยลดริ้วรอย ช่วยฟื้นฟูผิว ได้อีกด้วย

– การฉีดโบท็อกซ์ เป็นการฉีดสารเคมีที่เข้าไปช่วยให้การทำงานของกล้ามเนื้อน้อยลง ช่วยลดริ้วรอย ที่เกิดจากการแสดงสีหน้าต่างๆ และเกิดเป็รอยเหยี่ยวย่น โบท็อกซ์สามารถช่วยลดกล้ามเนื้อกรามให้มีขนาดเล็กและปรับรูปหน้าให้เรียวขึ้น และยังสามารถช่วยยกกระชับผิวหน้าบริเวณกรอบหน้าด้วยการฮีดโบท็อกซ์ลฟท์ที่หน้า

ร้อยไหมช่วยเรื่องอะไรบ้าง

ร้อยไหมช่วยเรื่องอะไรบ้าง

การร้อยไหม

การร้อยไหม(Thread lift) เป็นนวัตกรรมเสริมความงามด้วยการยกกระชับใบหน้า ฟื้นฟูสภาพผิว ช่วยลดเลือนริ้วรอย และปรับรูปหน้าให้ดูเรียว โดยใช้เส้นไหมที่สลายได้เองใส่เข้าไปใต้ชั้นผิว มีผลทำให้เกิดการกระตุ้น การสร้างคอลลาเจนใต้ผิว มีผลทำให้เกิดการดึงรั้งผิวหน้าและทำให้ผิวหน้ากระชับเต่งตึง พร้อมช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตให้ดีขึ้น ผิวหน้าดูเปล่งปลั่ง ริ้วรอยลดลงในระยะเวลาอันสั้น การร้อยไหมมีต้นกำเนิดจากประเทศเกาหลี ไหมที่นิยมใช้ทำมาจากโพลีไดอ๊อกซาโนน (polydioxanone หรือ PDO) เป็นไหมที่นำมาใช้ในการศัลยกรรมเย็บเส้นเลือดหัวใจ มีโอกาสแพ้น้อย ผ่านการรับรองความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) เส้นไหมสามารถสลายตัวเองได้ภายใน 8 เดือนและมีประสิทธิผลต่อผิวหนังในระยะเวลา 2 ปี การร้อยไหม

ผู้ที่เหมาะจะทำการร้อยไหม

แม้ว่าการรร้อยไหมจะได้รับความนิยมสูง แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเหมาะสมในการทำการร้อยไหม ผู้ที่เหมาะกับการร้อยไหมได้แก่
– ผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อย
– ผู้ที่ปัญหาเรื่องริ้วรอย มีแก้มมากเกินไปทำให้กรอบหน้าไม่ชัดเจน
– ผู้ที่มีอายุมากกว่า 20 ปีขึ้น หรือผู้ที่เริ่มมีปัญหาผิวหย่อนคล้อย
หรือหากไม่มั่นใจในปัญหาของผิวหน้าตัวเอง สามารถเข้ามาปรึกษากับทางแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อวิเคราะและประเมินปัญหาก่อนเข้ารับการรักษาก่อนได้ว่าเหมาะหรือไม่เหมาะกับการร้อยไหม หรือควรใช้วิธีการอื่นๆมาช่วยเพื่อให้เห็นผลดีที่สุด

ชนิดของเส้นไหม - การร้อยไหม

ชนิดของเส้นไหม

ชนิดเส้นไหมที่แพทย์ในประเทศเกาหลีนิยมใช้ในการยกกระชับหน้า มี 3 แบบ ได้แก่

1. เส้นไหมเรียบ (Mono threads) เป็นเส้นไหมเรียบ ทำมาจากโพลีไดอ๊อกซาโนน (polydioxanone หรือ PDO) มีลักษณะเป็นเส้นไหมสั้นๆ ยาวไม่เกิน 10 เมตร ส่วนใหญ่ใช้ไหมชนิดนี้บริเวณ หน้าผาก คอ และใต้ตา ช่วยลดริ้วรอยจากการเสื่อมสภาพของคอลลาเจน มีโอกาสแพ้น้อย ไหมชนิดนนี้ช่วยในเรื่องของการทำให้ผิวหน้าดูเต่งตึง ไม่สามารถช่วยดึงหรือยกกระชับผิวได้
2. เส้นไหมเกลียว (Screw threads) เป็นเส้นไหมคล้ายกันกับ โพลีไดอ๊อกซาโนน (polydioxanone หรือ PDO) เป็นการนำไหมเรียบมารวมกัน 2 เส้น เกลียวเข้าด้วยกัน มีประโยชน์ช่วยเพิ่มปริมาตรบริเวณที่ผิวหนังยุบตัวหรือเป็นแอ่ง จะแข็งแรงกว่าเส้นไหมเรียบ ช่วยสร้างแรงดึงได้ดีกว่าเส้นไหมเรียบ ส่วนใหญ่ไหมเกลียวเหมาะกับการยกชั้นผิวหนังที่หย่อนยาน ไม่เหมาะกับการยกกระชับใบหน้า มีปัญหาในเรื่องรอยช้ำหลังการร้อยไหม
3. เส้นไหมที่มีเงี่ยง (Cog threads) เป็นเส้นไหมเส้นเดียว แต่มีเงี่ยงตลอดแนวไหมหรือเรียกอีกอย่างว่าไหมก้างปลา ทำหน้าที่ยึดเกาะในชั้นผิวหนัง เงี่ยนมีประโยชน์ทำหน้าที่ช่วยยกเนื้อเยื่อหรือผิวหนังหย่อนยาน กระตุ้นคอลลาเจนให้มีการสร้างบริเวณรอบเส้นไหม เส้นไหมชนิดนี้เหมาะกับการยกกระชับบริเวณคางเพื่อช่วยปรับใบหน้าให้เรียวยิ่งขึ้น แบ่งออกเป็น ไหมเงี่ยนเส้นใหญ่ และไหมเงี่ยนเส้นเล็ก เป็นเข็มปลายแหลม อาจทำให้เกิดรอยเขียวช้ำหลังทำได้หากเป็นคนที่ผิวบอบบางช้ำง่าย

การร้อยไหมที่ดีที่สุด

เป็นการร้อยไหมที่ช่วยตอบโจทย์ตามความต้องการของตัวเองได้มากที่สุด โดยแพทย์สามารถแก้ปัญหาและวิเคราะห์รูปหน้าเพื่อตรวจเช็คว่าต้องปรับแก้ด้วยการร้อยไหมได้บ้าง ต้องใช่ไหมชนิดอะไรแก้ไขในจุดไหน ควรเลือกเส้นไหมที่ใช้วัสดุที่ได้มาตราฐานมีคุณภาพ ให้ผลลัพธ์ได้ดี นอกจากเทคนิคของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว ยังขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของเส้นไหม ไม่หักหรือเปราะง่าย เงี่ยงมีความแข็งแรงสามารถเกาะผิวแน่นไม่ขยับหรือหลุดง่าย โดยปกติแล้วจะนิยมใช้กันอยู่ 3 แบบ คือ

– จาก Polydioxanone หรือ PDO ใช้แล้วไม่เกิดการระคายเคือง ไหมมีความยืดหยุ่น อ่อนนิ่ม ไม่หักง่าย แต่มีอายุการใช้งานค่อนข้างสั้น สามารถละลายหมดภายใน 4-5 เดือน
– จาก Polylactate หรือ PLLA สามารถช่วยกระตุ้นคอลลาเจนได้ดี แต่ขาดความยืดหยุ่น มีความแข็ง เปราะง่าย หลังใช้จะพบปัญหาไหมทะลุ ไหมขาดบ่อย เลยไม่เป็นที่นิยมมากนัก สามารถละลายหมดภายใน 12-18 เดือน
– จาก Polycaprolactone หรือ PCL เป็นไหมที่มีส่วนผสมของ PLLA ในสัดส่วนที่เหมาะสม จึงทำให้มีความยืดหยุ่นกว่า PLLA เส้นใหญ่ แข็งแรง ไม่เปราะหักง่าย สามารถละลายหมดได้ภายใน 18-24 เดือน

การร้อยไหมที่ดีที่สุด

ลักษณะปลายเข็มในการร้อยไหม

โดยเข็มแต่ละชนิดสามารถใช้ร้อยไหมได้ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติที่ใช้ และเลือกตามสภาพผิวของผู้ใช้เป็นหลัก เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี มีดังนี้

1. เข็มปลายแหลม
เป็นเข็มที่นำมาใช้เป็นชนิดแรกๆ ลักษณะปลายเข็มแหลมคม เหมือนมีดคมที่ใช้ตัดผ่านเนื้อเข้าไปได้ง่าย โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวหนา ทำให้เกิดอาการบวมน้ำน้อย ร้อยง่าย แผลสมานไวกว่าเข็มทู่ หากมีหลุมสิว รูขุมขนกว้าง หรือมีพังผืดใต้ผิวเยอะ จะมีโอกาสเขียวช้ำได้ง่าย เงี่ยงไหมจะเกาะผิวได่ไม่แน่นเท่ากับไหมปลายเข็มทู่ เปิดช่องใต้ผิวกว้าง ทำให้มีช่องว่างการเกาะผิวจึงทำได้น้อยกว่า

2. เข็มปลายทู่
มีลักษณะ 2 แบบ คือ ทู่แบบตัด (L-type) และ ทู่แบบมน (W-type) เป็นเข็มที่เหมือนมีดทื่อๆ ไม่บาดผิว ใช้ในการตัดผ่านเนื้อโดยการฉีกออก เนื้อจากเข็มปลายทู่จะทำการตัดผ่านผิวได้ยาก ทำให้ช่องแนวไหมไม่กว้าง เงี่ยงไหมจะเกาะผิวได้แน่นว่าเข็มปลายแหลม ลดความเสี่ยงที่จะตัดไปโดนเส้นเลือด ระยะเวลาพักฟื้นไม่นาน

การร้อยไหมช่วยเรื่องอะไรบ้าง

การร้อยไหม เป็นการใช้ไหมเส้นเล็กจำนวนมากร้อยเข้ามาภายในผิวหนัง เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะจุดที่ต้องการ โดยบริเวณที่ร้อยไหมเข้าไปจะถูกกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ มีผลให้เซลล์ที่มีหน้าที่สร้างคอลลาเจนถูกกระตุ้น และได้สร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่บริเวณรอบแนวเส้นไหมและเงี่ยง ซึ่งกระบวกการสร้างคอลลาเจนนี้ทำให้เกิดการดึงรั้งผิวหน้า ทำให้ผิวดูเต่งตึงและกระชับขึ้น และยังช่วยกระตุ้นเลือดมาเลี้ยงชั้นผิวหน้าอีกด้วยแถมยังช่วยในเรื่องของการปรับรูปหน้า ให้รูปหน้าเรียวขึ้น ยกกระชับ แก้ปัญหาแก้มหย่อนให้เห็นหรอบหน้าชัด ช่วยลดริ้วรอย และยังช่วยกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิว

ร้อยไหมอันตรายไหม

หากเลือกคลินิคที่มีมาตนฐานมีใบรับรองและร้อยไหมอย่างถูกวิธีโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ใช้ไหมละลายที่ผ่านการรับรองจากการรับรองความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) รวมถึงประสบการณ์และเทคนิคของแพทย์ รวมถึงเลือกใช้ไหมที่เหมาะกับรูปหน้า โดยปกติแล้วไหมที่นำมาใช้จะสลายหายไปภายใน 6-18 เดือน จึงไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นอันตรายหรือมีสารตกค้าง

อาการข้างเคียงจากการร้อยไหม

อาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้ จะขอแบ่งออกเป็น 2 แบบ
– ผลข้างเคียงแบบปกติที่เกิดขึ้นได้ เช่น มีอาการบวม หรือเขียวช้ำ แต่จะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเองใน 7 – 14 วัน อาจมีเลือดออกบริเวณที่แทงเข็มเข้าไป รู้สึกถึงการมีอยู่ของไหมบนใบหน้า
– ผลข้างเคียงที่อันตราย เช่น เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อ ติดเชื้อ ไหมทะลุ ไหมขาด เวลาเลือกคลินิกจึงควรตรวจสอบไหมที่ใช้ให้ดี ควรพิถีพิถันในการเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและหมอที่มีประสบการณ์เท่านั้น

ข้อดี- ข้อเสีย ของการร้อยไหม

ข้อดี- ข้อเสีย ของการร้อยไหม

ข้อดีของการร้อยไหม

  • เงี่ยงไหมที่คล้ายตะขอจะเกี่ยวดึงผิวขึ้นได้ทันที หลังร้อยไหมเห็นผลได้ทันที
  • ช่วยแก้ปัญหาผิวหน้าที่หย่อนคล้อย ซึ่งหลังจากการร้อยไหมสามารถอยู่ได้นาน
  • ไหมละลายในปัจจุบัน ไม่มีส่วนผสมของโลหะ สามารถละลายได้หมด 100% ตามระยะเวลา โดยไม่มีสารตกค้าง
  • ไหมจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการหดตัวของคอลลาเจนใต้ผิว ซึ่งจะทำให้ผิวเกิดการกระชับตึงขึ้นในทันที
  • การร้อยไหมเส้นเล็กๆ สามารถแก้ริ้วรอยในบางจุดได้เช่น ริ้วรอยเล็กๆ บริเวณมุมปากที่คล้ายๆ ลักยิ้ม หรือริ้วรอยหางตา, หน้าผาก
  • ขณะที่ไหมละลายอยู่ใต้ผิวหนัง จะทำให้เกิดการกระตุ้นสร้างเส้นเลือดใหม่ ทำให้ผิวเกิดการไหลเวียนเลือดที่ดีขึ้น
  • ร้อยไหมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีความชำนาญ และร้อยด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง จะลดความเสี่ยงในการบวมช้ำลงได้

ข้อเสียของการร้อยไหม

  • อาจมีอาการบวมแดง จากการฉีดยาชาและเลือดที่ออกใต้ผิวหนัง
  • เกิดรอยช้ำตามแนวการสอดไหม เพราะว่าต้องมีการใช้เข็มพร้อมไหมแทงผิวเข้าไป 3-4 วันแรกหลังการร้อยไหมจะมีอาการบวมมาก
  • เกิดพังผืด (fibrosis) จากการสร้างเส้นใย collagen และ elastin แต่ถ้าซ้อนทับกันมากเกินไป และอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้อง
  • หากรักษาความสะอาดไม่ดี อาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้
  • ใช้เส้นไหมที่ไม่ได้คุณภาพ อาจส่งผลให้ไหมไม่ละลายหลังจากการร้อยไหม ทำให้จับตัวกันเป็นก้อน และมีหนองขึ้นตามไหม
  • ไม่เหมาะสำหรับโครงหน้าของบุคคลที่มีโหนกแก้มใหญ่
  • การร้อยไหมก็ไม่เหมาะสำหรับบุคคลที่หน้าตอบอยู่แล้ว

โบท็อกซ์ คืออะไร

โบท็อกซ์ คืออะไร

โบท็อกซ์ (Botox) หรือ ชื่อทางการค้าของ โบทูลินั่ม ท็อกซิน เอ (Botulinum Toxin Type A) ซึ่งเป็นสารสกัดจากแบคทีเรียที่มีชื่อว่า คลอสตริเดียม โบทูลินัม (Clostridium Botulinum) มาฉีดเข้าที่ผิวหนังบริเวณใบหน้าเพื่อลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย และปรับรูปหน้าให้เรียวกระชับตามใจต้องการ โบท็อกถูกนำมาใช้ในวงการเสริมความงาม มีผลทำให้มัดกล้ามเนื้อทำงานลดลงชั่วคราว ลดการขยับของกล้ามเนื้อ ช่วยลดริ้วรอย ลดกราม ปรับรูปหน้าและทำให้ผิวเต่งตึงได้ ซึ่งผู้ใช้จริงหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า โบท็อกซ์นั้นสามารถให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจได้ภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว อีกทั้งยังสร้างความมั่นใจให้กับผู้มีปัญหาได้เป็นอย่างดี

โบท็อกซ์ ช่วยในเรื่องของอะไร

โบท็อกซ์สามารถช่วยในเรื่องความหย่อนคล้อยทำให้ใบหน้ากลับมาเต่งตึง ริ้วรอยจางลง รอยตีนกา รอยขมวดคิ้วและริ้วรอยบริเวณหน้าผาก รูขุมขนตื้นขึ้น ช่วยลดริ้วรอยใต้ดวงตา เมื่อเวลาผ่านไปกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดจะเล็กลง กรอบหน้าจะดูเรียวเข้ารูป โดยหลักๆ โบท็อกซ์สามารถช่วยเติมเต็มร่องลึกทุกส่วนบนใบหน้าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่องแก้ม การฉีดโบท็อกซ์อาจทำให้รู้สึกเกร็ง ตึง และชาที่ใบหน้าเมื่อเริ่มฉีดก็จริง แต่เมื่อกล้ามเนื้อเริ่มที่จะคลายตัวแล้ว โบท็อกซ์ยังสามารถช่วยปรับลดขนาดกล้ามเนื้อให้ดูเล็ก และอ่อนเยาว์ ช่วยยกกระชับผิวหน้าที่หย่อนคล้อย และเพิ่มความเต่งตึงให้กับผิวหนังทันทีหลังทำ โดยไม่ต้องพักฟื้น ต่างจากการทำศัลยกรรมที่ต้องเสียเวลาพักฟื้น และต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล

โบท็อกซ์สามารถฉีดบริเวณใดได้บ้าง

บริเวณที่คนนิยมฉีด botox คือใบหน้าครับ ทั้งฉีดเพื่อลดริ้วรอย ลดกราม ปรับรูปหน้า การฉีดโบท็อกซ์นั้นสามารถทำได้กับทุกบริเวณที่มีริ้วรอยและร่องลึก สำหรับคนที่สงสัยว่าโบท็อกฉีกตรงไหนได้บ้าง

• กราม ฉีดโบท็อกซ์ลดกราม ปรับรูปหน้าให้เรียว เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหากรามใหญ่จากกล้ามเนื้อกราม
• ลิฟต์กรอบหน้า เป็นการฉีดเพื่อคลายกล้ามเนื้อส่วนคอ เพื่อยกกระชับใบหน้าให้ดูมีมิติขึ้น ทำให้ผิวบริเวณกรอบหน้ากระชับ
• ลดริ้วรอย ฉีดได้หลายจุดบนใบหน้า เช่น รอยย่นบริเวณหน้าผาก รอบดวงตา ตีนกา ร่องแก้ม ช่วยทำให้ผิวเต่งตึง กระชับ และเรียบเนียน
• ริ้วรอยใต้ตา ฉีดริ้วรอยใต้ตา หรือริ้วรอยรอบดวงตาจะช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดคลายตัวชั่วคราว ริ้วรอยจางลง
• หน้าผาก ช่วยแก้ไขปัญหาริ้วรอยเหี่ยวย่นบริเวณหน้าผากได้ ริ้วรอยบริเวณหน้าผากจะไม่เกิดการพับของผิว ทำให้ผิวบริเวณหน้าผากดูเรียบเนียน กระชับ และเต่งตึงขึ้น
• คิ้ว ช่วยลดเลือนริ้วรอยเวลาขมวดคิ้วหรือแสดงสีหน้า การฉีดโบท็อกซ์คิ้วจะช่วยยับยั้งการหดตัวและทำให้ผิวหนังบริเวณระหว่างคิ้วเรียบเนียน
• ยกมุมปาก เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหารูปปากเป็นเส้นตรงหรือรูปปากคว่ำ แก้ไขด้วยโบท็อกซ์จะช่วยยกมุมปากขึ้นให้ดูสมดุล ใบหน้าโดยรวมดูสดใส และเสริมสร้างความมั่นใจได้

หลังฉีดโบท็อกควรปฏิบัติตัวอย่างไร

การดูแลตัวเองให้ดีหลังฉีดก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยให้โบท็อกซ์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมีวิธีการดูแลตัวเอง

1. นอนอย่างถูกวิธี
การฉีดโบท็อกซ์ ควรเพิ่มความระมัดระวังในการดูแลตัวเอง โดยเฉพาะในระยะ 3 – 4 ชม. แรกของการฉีด ไม่ควรนอน เพราะอาจทำให้โบท็อกซ์ที่ฉีดไหลไปส่วนอื่น และรีบขยับเกร็งกล้ามเนื้อที่ฉีดทันที 1-2 ครั้ง
2. หลีกเลี่ยงความร้อน
หลีกเลี่ยงความร้อนทุกชนิดและกิจกรรมที่ทำให้หน้าแดง หลังฉีดโบท็อกซ์อย่างน้อย 2 สัปดาห์ หากบริเวณที่ฉีดเจอกับความร้อนมาก ๆ บ่อย ๆ ก็อาจทำให้โบท็อกซ์กระจายตัวและสลายเร็วกว่าที่ควรจะเป็น
3. ห้ามนวดหน้า
ควรงดคอร์สทำหน้า นวดหน้า 2 สัปดาห์หลังทำ เพราะอาจทำให้โบท็อกซ์ไหลไปยังบริเวณส่วนอื่นของกล้ามเนื้อ ไม่ว่าจะเลือกฉีดโบท็อกซ์ยี่ห้อไหนก็ตาม หลังฉีดแล้วต้องจำไว้ว่า อย่านวด คลึง จับ บีบ กด ใด ๆ ทั้งสิ้น
4. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด และงดสูบบุหรี่
การดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่มีส่วนทำให้โบท็อกซ์เสื่อมคุณภาพเร็ว ควรงดเป็นอย่างน้อย 2 สัปดาห์หลังฉีด

ข้อดี- ข้อเสีย ของการฉีดโบท็อกซ์ข้อดี- ข้อเสีย ของการฉีดโบท็อกซ์

ข้อดีของการฉีดโบท็อกซ์

– แก้ไขปัญหาริ้วรอยร่องลึก
– สามารถฉีดปรับให้หน้าเรียวยกกระชับและปรับรูปหน้าได้
– .เห็นผลเร็ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของการฉีดด้วย
– เมื่อฉีดเสร็จ สามารถทำกิจกรรม ตามปกติได้ทันที
– ไม่ต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษ ก่อนเข้ารับการฉีด
– มีผลข้างเคียงน้อย

ข้อเสียของการฉีดโบท็อกซ์

– มีปัญหาเรื่องการกลืน การพูด หรือการหายใจ
– การฉีดโบท็อกไม่ใช่หัตถการที่อยู่ได้ถาวร โดยทั่วไปสามารถอยู่ได้นาน 4-6 เดือน
– หน้าแข็ง ไร้อารมณ์ เป็นหุ่นยนต์
– รู้สึกเจ็บปวดในบริเวณที่ฉีด มีอาการบวม แดง ช้ำ
– กล้ามเนื้อใกล้เคียงอ่อนแรง เป็นอัมพาตชั่วคราว
– เปลือกตาตก หรือคิ้วตก เนื่องจากจุดฉีดโบท็อกซ์ใกล้ดวงตามากเกินไป จนมีผลกับกล้ามเนื้อในบริเวณดังกล่าว
– คลื่นไส้ อาเจียน
– รู้สึกคันในบริเวณที่ฉีดและบริเวณโดยรอบ

ภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น ผลของการฉีดโบท็อกซ์สามารถหายไปเองได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน กล้ามเนื้อในบริเวณที่ฉีดจะกลับมาเป็นปกติ ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายจะเป็นการติดเชื้อ ใบหน้าเบี้ยว ดังนั้นหากมีอาการปวด บวม แดง ร้อน ขึ้นเรื่อยๆ หลังการฉีด เป็นหนอง ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญ ภาวะแทรกซ้อนจากการฉีดโบท็อกซ์มักเกิดจากการฉีดในปริมาณที่มากเกินไปหรือฉีดผิดตำแหน่ง ภาวะแทรกซ้อนแบบนี้แม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยลงเมื่อฉีดกับแพทย์ที่เชี่ยวชาญ แต่ภาวะแทรกซ้อนก็ยังคงสามารถเกิดขึ้นได้จากการดูแลตัวเองหลังฉีด และจากทั้งความผิดพลาดของแพทย์

ก่อนฉีดโบท็อกซ์ควรเตรียมตัวอย่างไร

– ก่อนการฉีดโบท็อกซ์ ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ
– ควรเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐานและหมอที่มีประสบการณ์
– งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด อย่างน้อย 7 วันก่อนการฉีด
– ไม่อยู่ในภาวะตั้งครรภ์ หรือ ให้นมบุตร
– ระหว่างการฉีดควรประคบด้วยความเย็น เพื่อลดการไหลเวียนของเส้นเลือด

สรุป ร้อยไหม กับ โบท็อกซ์ แตกต่างกันอย่างไร

สรุป ร้อยไหม กับ โบท็อกซ์ แตกต่างกันอย่างไร

วัตถุประสงค์: “ร้อยไหม” เป็นวัสดุที่ใช้ในการผลิตเสื้อผ้าและผ้าปูที่นอน ในขณะที่ “โบท็อกซ์” เป็นยาที่ใช้ในการรักษาหรือปรับเปลี่ยนลักษณะหน้าของมนุษย์

วัสดุประกอบ: “ร้อยไหม” ทำจากผ้าไหมที่ถักและทอเป็นแผ่นใหญ่ ส่วน “โบท็อกซ์” ประกอบด้วยโพลิโนมิกอินที่สกัดมาจากแบคทีเรีย Clostridium botulinum

การใช้งาน: “ร้อยไหม” ใช้เป็นวัสดุทำเสื้อผ้าและผ้าปูที่นอน ส่วน “โบท็อกซ์” ใช้เพื่อรักษาหรือปรับเปลี่ยนลักษณะหน้าของมนุษย์ เช่น ลดการเกิดริ้วรอยหรือเส้น wrinkles บนใบหน้า

ผลกระทบ: “ร้อยไหม” ไม่มีผลกระทบต่อร่างกายและสามารถใช้ได้หลายครั้ง ส่วน “โบท็อกซ์” อาจมีผลข้างเคียงหรืออาการไม่พึงประสงค์ได้ เช่น ปวดศีรษะ กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรืออาการแพ้ที่ผิวหนัง และจำเป็นต้องใช้กับผิวหน้าโดยแพทย์ผิวหนังที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น



LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here